เจอร์เกน คล็อปป์ ยอมรับว่า ลิเวอร์พูล ได้ทำสิ่งที่ผิดพลาดอย่างร้ายแรง ในผลงานสุดช็อคที่ออกไปโดน แอสตัน วิลล่า ยำใหญ่แบบล็อคถล่ม ถึง 7-2 เมื่อคืนวันอาทิตย์
แชมป์พรีเมียร์ลีก เจอกับความพ่ายแพ้อย่างไม่มีใครคาดคิดที่ วิลล่า ปาร์ค และ ฮีโร่ของทาง วิลล่า ที่ระเบิดฟอร์มพิฆาตทีมของ เจอร์เกน คล็อปป์ ได้สนิทคือ โอลีย์ วัตกิ้นส์ ที่ทำแฮทริกให้ทีมเจ้าบ้านได้ในนัดนี้
นับเป็นการปิดฉากเกมสุดสัปดาห์พรีเมียร์ลีกได้แบบสุดเซอร์ไพรส์ หลังจากก่อนหน้านั้นไม่กี่ชั่วโมง แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด เพิ่งโดน ท็อตแน่ม ฮ็อตสเปอร์ บุกไปถล่มคาบ้านถึง 6 ลูก
แต่ผลในคู่ของ ลิเวอร์พูล ถือว่า เซอร์ไพรส์ กว่า ต่างจาก ยูไนเต็ด ที่เกมพังเพราะนักเตะโดนใบแดง ขณะที่ คล็อปป์ ยอมรับว่า พวกเขาไม่มีข้อแก้ตัวใดๆ
“ครับ ผมเห็นแล้ว และผมก็เชื่อสิ่งที่ผมเห็นเพราะผมก็อยู่ที่นี่ด้วย อันดับแรก คุณต้องบอกว่า วิลล่า เล่นได้ดีมาก พวกเขาเป็นทีมที่เปิดเกมบุกแบบไม่ต่อบอลมาก พวกเขาเล่นฉลาด และลุยได้ไม่หยุด”
“เรามีโอกาสลุ้นประตูหลายครั้ง แต่เราไม่ได้ใช้มันเอง และเมื่อคุณโดนยิงได้ถึง 7 ประตู ผมไม่แน่ใตว่าคุณจะพูดได้ว่ามันอาจออกมา 7-7 เราพลาดมากครั้งเกินไป และแต่ละครั้งก็กลายเป็นหายนะ”
“มันเริ่มจากประตูแรก เราพลาดร้ายแรงหลายครั้งหลายหน เราเสียบอลในพื้นที่ที่คุณจะเสียบอลไม่ได้ แล้วเราก็ยังไม่สามารถช่วยกันป้องกันประตูได้อย่างถูกต้องอีก เราสร้างโอกาสลุ้นประตูได้ แต่ไม่ช่วยกันป้องกันได้อย่างถูกต้อง ดังนั้นบอลแต่ละครั้งที่เราเสีย ก็จะโดนโต้กลับทันที”
“นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมเราเสียประตูไปเยอะมาก และ 3 ประตูมาจากการยิงแฉลบเข้า เราโชคไม่ดี แต่ก็ไม่ใช่เรื่องบังเอิญ เพราะมันหมายความว่าเราบล็อคกันไม่ถูกต้อง โทษใครไม่ได้ นอกจากผมและเราทุกคน”
ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ ลิเวอร์พูล พ่ายแพ้เละเทะได้ขนาดนี้ เพราะการขาด อลิสซอน เบ็คเกอร์ ที่มีปัญหาบาดเจ็บ คล็อปป์ ยืนยันว่า ผู้รักษาประตูมือหนึ่งของทีมน่าจะต้องพักไปอีกหลายสัปดาห์
วิลล่า ได้ประตูจาก วัตกิ้นส์ น.4, 22, 39 แม็คกิน น.39, บาร์คลีย์ น.55 กรีลิช น.66,75 ขณะที่ ลิเวอร์พูล ได้จาก ซาลาห์ น.33,66
ด้าน แมนฯ ยูฯ เละพอกัน แต่เป็นเละคาบ้าน หลังจากเหลือ 10 คน โดน ท็อตแน่ม ของ โชเซ มูรินโญ่ บุกยำใหญ่ถึงถิ่นโอลด์แทรฟฟอร์ด 6-1 หลังเกม โอเล กุนนาร์ โซลค์ชาร์ ยอมรับความผิดพลาด และบอกว่าเป็นวันที่เลวร้ายที่สุดในชีวิตการคุมทีมปีศาจแดง
ยูไนเต็ด ขึ้นนำเร็ว จาก เฟร์นานเดซ สังหารจุดโทษ ตั้งแต่ น.2 แต่หลังจากนั้นกลายเป็น สเปอร์ส ไล่ยิง 6 ประตูรวดจาก เอ็นดอมเบเล่ น.4, ซอน น.7, 37, เคน น.30, 79 (จุดโทษ) และ โอริเยร์ น.51 โดย นักเตะเจ้าบ้านที่โดนใบแดงคือ มาร์กเซียล น.28