รู้เขารู้เรา รบร้อยครั้งไปทำไม ไม่ต้องถึงร้อยครั้งหรอก สองครั้งก็ชนะแล้ว!!! กับการสืบราชการลับประหนึ่งส่งสปายเข้าฐานศัตรู รีวิวชำแหละแอตเลติโก มาดริด ในภาพรวมฤดูกาลนี้ จากกูรูฝั่งสเปน ทั้งจุดแข็งที่น่าสนใจ และรูปแบบของทีมในยามที่นักเตะตัวหลักหลายคนขาดหายไป แต่ยังคงประมาทไม่ได้ด้วยประการทั้งปวง!!!
กีล์เย็ม บาลาเก้ กูรูฟุตบอลสเปนได้ทำการวิเคราะห์ และชี้ให้เห็นถึงกุญแจสำคัญในแนวรุกของ Atletico Madrid ในการที่จะเปิดบ้านต้อนรับการมาเยือนของแมนยูไนเต็ดในคืนนี้ ในเกมเลกแรกของรอบน็อคเอ้าท์ 16 ทีมสุดท้ายฟุตบอลแชมเปี้ยนส์ลีก ซึ่งบาลาเก้นั้นเป็นนักจัดรายการสดของ BBC Radio 5 และก็ La Liga TV รวมถึงยังเขียนคอลัมน์กีฬาสเปนในหนังสือพิมพ์ เขาตามดูแอตมาดริดมาตลอดทั้งฤดูกาล

แผนที่ทีมตราหมีจะป้องกันแชมป์นั้นไม่เป็นไปอย่างที่ต่างใจ หลังจากทำได้แค่อยู่อันดับ 5 ในตาราง ตามหลังผู้นำอย่างคู่อริร่วมเมืองหลวงอย่างเรอัลที่นำอยู่ 15 แต้มเต็มๆ ส่วนโควตาแชมเปี้ยนส์ลีกในปีหน้าก็ยังไม่มีอะไรชัวร์ (สถานการณ์ของแอตมาดริด แทบจะเหมือนกับแมนยูไนเต็ดทุกอย่าง คือปีนี้ฟอร์มตก และอยู่ในพื้นที่การขับเคี่ยวแย่งตำแหน่งท็อปโฟร์อยู่ ซึ่งปัจจุบันพวกเขาอยู่อันดับ 5 และมีคู่แข่งที่คะแนนใกล้ๆกันร่วมแย่งโควตาท็อป4อยู่ถึง4ทีม อันได้แก่ บาร์เซโลน่า ที่กำลังค่อยๆกลับมา และอันดับ6 7 ก็พร้อมแซงได้ตลอดเวลาอย่าง บียาร์เรอัล และ เรอัล โซเซียดาด ไม่ต่างอะไรกับแมนยูที่ต้องลุ้นท็อปโฟร์กับเวสต์แฮม อาร์เซนอล และ ท็อตแน่ม) แต่ยังไงก็ตาม ตัวรุกอย่าง Yannick Carrasco และ Angel Correa เป็นสองตัวสำคัญที่บาลาเก้มองว่าอันตรายที่สุด ซึ่งโชคดีว่ารายแรก(การาสโก้) จะถูกแบนทั้งสองเกมที่เจอกับยูไนเต็ด เพราะว่าโดนไล่ออกในเกมสุดท้ายของกลุ่ม B ที่เจอกับปอร์โต้ (ใบแดงตรง) ซึ่งถือว่าส่งผลเสียหายต่อทีมตราหมีอย่างมาก

แต่ยังไงก็ตาม ยังเหลือ อังเคล คอร์เรอา อีกหนึ่งคนที่น่าจะเป็น “ตัวแสบ” ของยูไนเต็ดได้อยู่
“ผมคิดว่า การาสโก้ กับ คอร์เรอา คือสองนักเตะที่โชว์ฟอร์มได้สม่ำเสมอมากเวลาลงเล่น และเขาสร้างความแตกต่างให้ทีมได้ค่อนข้างมาก” “คอร์เรอาเป็นตัวจบสกอร์ที่ดีที่สุด ผมคิดว่าที่เขายิงไป 11 ประตูในลีกซีซั่นนี้ และเมื่อไหร่ก็ตามที่เขาลงเล่น ไม่ว่าจะตัวจริงหรือเป็นตัวสำรองลงมา เขาสร้างความหายนะให้คู่แข่งได้เสมอ” “เขาเป็นตัวจบสกอร์ที่เหมือนๆจะล่องหนได้ มักจะโผล่มาแบบไม่ขาดคิด บางทีก็เสาสองข้าง ไม่ก็ตัดหลังแนวรับคู่แข่งแบบไม่คาดคิด ถ้าจะให้เลือกใครสักคนเป็นตัวอันตรายที่สุดของแอตมาดริดมา ก็คงจะต้องเป็นคอร์เรอาแน่นอน”
ส่วนทางด้านของ Matheus Cunha ที่เซ็นมาจากแฮร์ธ่า เบอร์ลินในซัมเมอร์ที่ผ่านมาก็ทำผลงานได้น่าดูชมเช่นกัน แต่บาลาเก้ก็ชี้ให้เห็นเรื่องที่เขาไม่ติดทีมมา ทำให้มันเกิดรอยโหว่ในแนวรุกเกิดขึ้น

อ็องตวน กรีซมันน์ เพิ่งจะหายเจ็บกลับมาจากการพักไปสองเดือน ขณะที่ ชูเอา เฟลิกซ์ ก็หลุดฟอร์ม ซึ่งนั่นแปลว่าตัวที่ลงสนามเป็นสิบเอ็ดคนแรก ที่ยังฟอร์มมั่นคงอยู่ ก็หนีไม่พ้น หลุยส์ ซัวเรส ที่แฟนผีคุ้นเคยกันดีจากสมัยตอนอยู่ลิเวอร์พูล และถูกนำมาเป็นหัวข้อใน “กระทู้VS” ของเหล่าแฟนบอลหงส์แดงกันเองว่า ใครดีกว่ากันระหว่าง เจิด บังโม และซัวเรส ยังไงนักเตะที่เก่งที่สุดของลิเวอร์พูล ก็ยังคงเป็นหลุยส์ ซัวเรสอยู่วันยังค่ำ แต่ร่างตอนอยู่บาร์ซ่าก็โหดกว่านั้นซะอีก! และนั่นแหละ ฝีเท้าระดับท็อปขนาดนี้จึงได้รับความไว้เนื้อเชื่อใจจากดิเอโก้ ซิเมโอเน่เป็นอย่างดี

“กรีซมันน์เพิ่งหายเจ็บกลับมา และไม่ได้ลงสนามในเกมเจอโอซาซูน่าด้วย (ตราหมีคืนฟอร์มบุกไปเอาชนะถึงถิ่น 0-3 จากการเรียงหน้ายิงของคอร์เรอา เฟลิกซ์ และซัวหลุยส์) แต่การที่ทีมต้องเสียคุนญ่าไปเพราะอาการบาดเจ็บราวๆ 2 เดือนซึ่งเขาก็เป็นตัวที่เล่นได้อย่างเฉียบคม ทำให้มันเป็นประเด็นที่น่าสนใจว่า ใครจะมาเป็นตัวหลักของเกมรุกพวกเขา จะเป็นกรีซมันน์ที่เพิ่งหายเจ็บเหรอ หรือว่าจะเป็นชูเอา เฟลิกซ์ ที่ดูจะอึนๆในช่วงนี้”
“ตัวนักเตะเองมีคุณภาพสูงอยู่แล้วจากผลการเล่นที่ก็เพิ่งแอสซิสต์ให้หลุยส์ ซัวเรส ในช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา แต่ซิเมโอเน่ไม่ได้มีทีมที่เขาต้องการในขณะนี้” “ซัวเรสมีปัญหากับการทำประตูในเกมเยือนแชมเปี้ยนส์ลีก ปืนฝืดมาพอประมาณในช่วงสองสามเดือน หลังจากนั้นค่อยมายิงได้ในเกมนี้ ผมคิดว่าเขาเสียความเร็วที่เคยมีไปเยอะ แต่ว่าในเกมใหญ่แบบนี้ที่ต้องใช้เวลาสำหรับการเล่นในแดนสุดท้าย เพื่อหาช่องว่างและจังหวะให้กับทีม เพราะงั้นผมคิดว่า หลุยส์ควรจะต้องอยู่ในสนาม”

“ปกติเวลาที่เป็นเกมใหญ่เขาจะเป็นตัวหลักของซิเมโอเน่อยู่แล้ว”
แต่ถึงแม้ฟอร์มการเล่นในเกมภายในประเทศ แต่ในสเตจเวทีระดับยุโรปพวกเขาก็ไม่ใช่ทีมที่จะมองข้ามได้เลย ภายใต้ยุคของซิเมโอเน่ พวกเขาเข้าถึงรอบ “8ทีมสุดท้าย” ของแชมเปี้ยนส์ลีกได้ถึง 5 ครั้ง รวมถึงการเข้ารอบชิงสองรอบในปี 2014 และ 2016 ซึ่งก็แพ้ให้กับ เรอัล มาดริด ทั้งสองครั้งที่มีคริสเตียโน่ โรนัลโด้ และ BBC อยู่ครบในยุคของซีดาน ความแข็งแกร่งของเกมในบ้านที่ ว่านต๋า เมโทรโปลิตาโน รวมถึงสนามเก่าอย่างบิเซนเต้กัลเดร่อน มักจะเป็นตัวแปรสำคัญเสมอที่แสดงให้เห็นว่า แอตเลติโกนั้น “ไม่แพ้” ในเกมรอบน็อคเอ้าท์ที่เล่นในบ้านเลยถึง 13 นัดภายใต้ยุคของกุนซือจอมเดือดชาวอาร์เจนไตน์รายนี้ที่ได้คุมทีมอยู่

แถมเสียประตูไปแค่สองลูก!!!
ในทรรศนะของกูรูอย่าง กีล์เย็ม บาลาเก้ ที่มองถึงเกมในคืนวันพุธ เช้ามืดวันพฤหัสบดีนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาประเด็นเรื่องการเปลี่ยนแปลงกฎสำคัญที่เกิดขึ้น บาลาเก้คิดยังไงบ้าง? เขากล่าวไว้ดังนี้ “เรื่องของ Away Goal นั้นไม่ถูกนำมาคิดอีกต่อไป เพราะฉะนั้นการเสมอก็ยังถือว่าเป็นผลการแข่งขันที่ดีเพื่อตัดสินกันในนัดถัดไป และน่าจะเข้าทางของซิเมโอเน่อยู่แล้วที่มักใช้วิธีนี้เป็นหลักอยู่เสมอโดยส่วนตัวของเขา” “ก่อนอื่นเลยก็คือ ถ้ากฎประตูทีมเยือนยังถูกใช้อยู่ การเสมอ 0-0 ที่บ้านถือเป็นการเก็บผลที่ดีเลยล่ะ แต่ถ้าเสมอ 1-1 หรือ 2-2 มันจะบังคับให้พวกเขาจำเป็นต้องยิงให้ชนะให้ได้เมื่อไปเยือนโอลด์แทรฟฟอร์ด” “การที่จะทำให้เกิดขึ้นได้นั้นต้องประกอบไปด้วยหลายๆปัจจัย หากว่า หลุยส์ ซัวเรส ลงสนามด้วย จะทำให้การเล่นที่เป็น High Pressing ทำได้ยาก เพราะงั้นเขาอาจจะต้องใช้วิธีการลงมาบล็อคในแดนกลางให้แข็งๆ (medium block) และเมื่อจำเป็นต้องถอยต่ำลงมาป้องกันในกรอบเขตโทษของตัวเอง พวกเขาแต่ละคนจะต้องเล่นให้แข็งแกร่งกว่าที่เคยเป็นมากๆ”

“แอตเลติโกเป็นทีมที่สามารถเก็บบอลได้ดี อาจเป็นเพราะว่าทีมเขาคงไม่ใช่ทีมที่จัดระเบียบเกมรุกได้ดีที่สุด ผมคิดว่าภาคการครองบอลคงไม่ใช่อาวุธในการเอาชนะคู่ต่อสู้ คงจะเป็นการพยายามที่จะเล่น Counter-attacking มากกว่า แต่ก็อย่างที่บอกนั่นแหละว่า การมีหลุยส์ ซัวเรส อยู่ก็จะยากอยู่ดีเพราะว่าเขาไม่ใช่ตัวรุกที่ใช้ความเร็วเป็นอาวุธอีกต่อไป” “ดังนั้น ก็น่าจะเป็น คอร์เรอา นี่แหละ ที่น่าจะช่วยในจุดนี้ของเกมเค้าท์เตอร์ได้ (การาสโก้โดนแบน) วิธีการเล่นอาจไม่ได้มีเพียงแค่วิธีนี้วิธีเดียวในทั้งภาคเกมรุกและวิธีการโจมตี” และทั้งหมดนี้คือคำแนะนำและข้อสังเกตจากกูรูบอลสเปนที่เห็นแอตเลติโก มาดริดมาตลอดซีซั่น จากคอมเม้นของ Guillem Balague ที่เราน่าจะเห็นได้ชัดเจนแล้วว่า ยังไงแอตเลติโกมาดริด น่าจะยังคงเป็นทีมเดิมที่เรารู้จัก เพิ่มเติมคือ ฟอร์มในประเทศที่บู่ๆมา น่าจะใช้อะไรไม่ได้กับเกมนัดนี้ที่พวกเขาจะใส่สุด และจัดเต็มด้วยสไตล์เหนียวแน่น อดทน และเป็นเกมอึดอัดแน่นอน กับระบบ 4-4-2 ที่นักเตะตัวสำคัญบางคนน่าจะยังลงไม่ได้ เช่น ดาเนียล วาสส์, มาเธียส คุนญ่า, ส่วนทางด้านของ “อ็องตวน กรีซมันน์” คงมีชื่อสำรอง และอาจลงมาช่วงสิบนาทีท้ายถ้าพร้อม, นักเตะอย่างยานนิค การาสโก้ ตัดออกจากสารบบไปได้เลยเพราะโดนแบนสองนัดจากdirect red card อันนี้โชคดีไป แถมไอ้เจ้า Thomas Lemar นัดแรกนี่เพิ่งติดโควิดไป ก็ต้องดูว่านัดสองจะเป็นยังไง

อยู่ที่แนวคิดของ “ซิเมโอเน่” ล้วนๆว่า เล่นในบ้านพี่แกจะเอายังไง ระหว่างการดึงเอาคอร์เรอามาลงต่ำเป็นตัวรุกแถวสอง หรือจะใช้ “Lodi” ที่ตามข่าวรายงานว่า วันก่อนซิเมโอเน่ลากนักเตะกองหลังลงมาซ้อม5 คน และ 1 ในห้านั้นจับมาซ้อมตำแหน่ง “Left Midfieler” ให้กับทีม มีโอกาสสูงที่ซิเมโอเน่จะใช้เขาลงมาเล่นปีกซ้ายในเกมเจอแมนยู เพราะปีนี้ Lodi ก็หมุนลง LM ให้ซิเมโอเน่มา “5นัด” แล้ว เกมรุกอาจจะไม่เด่น แต่ปีกขวาเราลำบากแน่ๆที่ต้องเจอแบ็คซ้ายแท้ซ้อนสองตัวอย่างซุปเปอร์คอมโบ Lodi + Reinildo Mandava ถ้าเป็นเช่นนั้น ตัวทางขวาที่โรดริโก้ เดอ ปอล ไม่น่าจะได้ลงเป็น11ตัวแรก ก็จะเป็นโอกาสของนักเตะสารพัดประโยชน์อย่างตัวอวยศาลาผี “Marcos Llorente” มาดูดบุรี่อยู่ทางฝั่ง RMเขียวก็เป็นได้ (อันนั้นLM) เพราะแม้ว่าจะเป็นนักเตะอเนกประสงค์ก็จริง แต่ญอเรนเต้ปกติไม่เล่นซ้าย ตำแหน่งที่ลงได้อย่างเป็นธรรมชาติคือ CM สายไดนาโม Mezzala All Around, AM สาย Second Striker) RM RB อันนี้รู้กันอยู่แล้วว่าเขาเล่นได้ทุกตำแหน่งไม่ว่าจะตัวกลางหรือริมเส้น ตัวต่ำตัวสูง ได้หมด) 11 ตัวจริงถ้าดูจากนักเตะที่พร้อมลงสนาม และจากคำพูดของ Guillem Balague แล้ว Starting XI ของซิเมโอเน่วันนี้ที่แถลงออกมาเป็น Official แล้วว่า กัปตันทีมอย่าง Koke จะไม่ได้ลงสนาม ดังนั้นลูกทีมของซิเมโอเน่ในการเจอแมนยูไนเต็ดน่าจะเป็นทีมที่ดีที่สุดในระบบ 4-4-2 ดังนี้
ยังไงก็ตามเชียร์กันต่อไป ถ้าจัดมาทรงนี้บอกเลยว่า ยูไนเต็ดเองจะไปเอาประตูจากแอตมาดริดก็คงไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะมีตัวรับอย่างคอนด็อกเบียคุมแดนกลางคู่กับเฮอร์เรร่าอยู่ ในขณะที่คู่CBเหนียวแน่นหนึบ มีทั้งตัวหลักที่กำลัดอย่างโฮเซ่ ฆิมิเนส ประกบกับกองหลังตัวเก๋าที่น่าจะตามซัดCR7 อย่างพี่สเตฟาน “Stefan Savic” กองหลังวัย 31 ปีที่ทางบอลดีทางบ้านเยี่ยม ในเมื่อ “ประตูทีมเยือน” หมดความสำคัญอีกต่อไปในกฏใหม่ของ UCLดังนั้นไม่มีเหตุผลอะไรที่ยูไนเต็ดจะพยายามหาจังหวะบุกให้เอาประตูพวกเขาให้ได้ ต้องเน้นไม่ให้ “โดนเยอะ” เป็นหลัก จากปรัชญาการทำทีมที่เน้นความบาลานซ์ของทั้งเกมรุกเกมรับ ค่อนข้างเชื่อขนมกินว่า “ราล์ฟ รังนิค” ที่เก๋าพอตัว ก็น่าจะเอาบอลเก๋าๆมาเจอกับแอตมาดริดเช่นกัน มึงล่อ กูไม่เข้า มึงต่างหากที่ต้องเข้า กูต่างหากที่จะล่อ เกมขุดบ่อล่อปลาดิเอโก้ ซิเมโอเน่ กำลังจะเริ่มต้นขึ้นในปีก 13 ชั่วโมงข้างหน้านี้..