“หงส์แดง” ลิเวอร์พูล สร้างความสุขต่อหน้าสาวก “เดอะ ค็อป” จำนวน 2,000 คน ที่สนามแอนฟิลด์ ด้วยการไล่ต้อน “หมาป่า” วูล์ฟแฮมป์ตัน วันเดอเรอร์ส 4-0 ในศึกพรีเมียร์ลีก อังกฤษ เมื่อวันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคมที่ผ่านมา ส่งให้พวกเขาขึ้นไปรั้งอันดับ 2 มี 24 แต้มเท่ากับ ท็อตแน่ม ฮ็อทสเปอร์ จ่า แมตช์นี้ ควีวีน เคลเลเฮอร์ ได้โอกาสลงเฝ้าเสาเกมลีกครั้งแรก เนื่องจาก อลีสซง เบ็คเกอร์ ยังมีปัญหาบาดเจ็บ และก็ทำผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม เช่นเดียวกัน 2 เซนเตอร์แบ็กอย่าง ฟาบินโญ่ และ โฌแอล มาติป ที่เล่นเกมรับได้อย่างเหนียวแน่น และบางครั้งก็ขึ้นไปช่วยขึ้นไปเล่นเกมรุกด้วย ขณะที่ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ กลับมาฟิตสมบูรณ์แล้ว แม้ถูกส่งลงสนามในช่วงท้ายเกือบ 20 นาทีสุดท้าย แต่นักเตะแสดงให้เห็นถึงการเล่นที่เฉียบคม โดยเฉพาะจังหวะการเปิดบอลจากริมเส้นที่ยังคงอันตรายเหมือนเดิม

LIVERPOOL, ENGLAND – DECEMBER 06: Caoimhin Kelleher of Liverpool celebrates after Mohamed Salah of Liverpool scored a goal to make it 1-0 during the Premier League match between Liverpool and Wolverhampton Wanderers at Anfield on December 6, 2020 in Liverpool, United Kingdom. A limited number of fans (2000) are welcomed back to stadiums to watch elite football across England. This was following easing of restrictions on spectators in tiers one and two areas only. (Photo by Robbie Jay Barratt – AMA/Getty Images)
  1. เคลเลเฮอร์ อนาคตสดใสกับลิเวอร์พูล
    ตอนนี้ดูเหมือนว่า คล็อปป์ จะเจอนายทวาร 2 ที่จะทำหน้าที่คอยสนับสนุน อลีสซง เบ็คเกอร์ แล้ว เพราะ ควีวีน เคลเลเฮอร์ ผู้รักษาประตูวัย 22 ปี โชว์ฟอร์มได้อย่างโดดเด่นมากๆ และสามารถเติมเต็มการขาดหายไปของ โกลชาวบราซิเลียน ได้ดีเยี่ยมไม่มีที่ติ โกลอนาคตไกลชาวไอริช ได้รับโอกาสเปิดซิงในการเฝ้าเสาเกมลีก และไม่ทำให้ คล็อปป์ ต้องผิดหวัง เมื่อแสดงผลงานได้อย่างเนียนตา ไม่มีการเล่นผิดพลาดให้เห็น ซึ่งฟอร์มของเขาในแมตช์นี้ ยอดเยี่ยมไม่แพ้ในเกมที่ช่วยทีมเฉือน อาแจ็กซ์ อัมสเตอร์ดัม ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา

เคลเลเฮอร์ แสดงให้เห็นถึงการเล่นที่เต็มไปด้วยความมั่นใจ ไม่มีการแสดงอาการประหม่าให้เห็น จังหวะการออกมาตัดบอลจากลูกเปิดของ วูล์ฟส์ ยอดเยี่ยมแม่นยำ นอกจากนี้ยังมีโอกาสได้โชว์ซูเปอร์เซฟพุ่งปัดบอลจากจังหวะการชิพของ ดาเนี่ยล โปรเดนซ์ ตอนนี้ดูเหมือนว่าคนที่จะต้องเจอกับผลกระทบโดยตรงก็คือ อาเดรียน เพราะช่วงที่ผ่านมาเขาได้รับโอกาสลงเฝ้าเสามาตลอดในยามที่ อลีสซง เจ็บ แต่ตอนนี้หน้าที่ดังกล่าวคงจะเป็นของ เคลเลเฮอร์ ซึ่งตอนนี้มีสถิติเก็บ 2 คลีนชีต และมีความเป็นไปได้ว่าในอนาคตเขาคือทายาทของ นายด่านเลือดแซมบ้า

  1. เครื่องจักรจอมพลังไวจ์นัลดุม
    หาก แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน เป็นเครื่องจักรจอมพลังในตำแหน่งแบ็กซ้าย ที่เล่นไม่รู้จักเหนื่อยแถมแทบไม่เคยเจ็บหนัก แน่นอนว่า ไวจ์นัลดุม คือเครื่องจักรจอมพลังในแดนกลางของ “หงส์แดง” เพราะเขาเป็นผู้เล่นต้องลงสนามอย่างต่อเนื่อง และสามารถขับเคลื่อนเกมได้อย่างยอดเยี่ยม ดาวเตะเลือดดัตช์ มักจะคอยทำหน้าที่เป็นมิดฟิลด์ที่ยืนอยู่ลึก โดยรับบทบาทเป็นผู้เล่นหมายเลข 6 หรือตำแหน่ง “โฮลดิ้ง มิดฟิลด์” ก่อนที่ คล็อปป์ จะสับเปลี่ยนให้ จอร์แดน เฮนเดอร์สัน ทำนหน้าที่นี้ และให้ ไวจ์นัลดุม มีโอกาสเติมเกมบุกมากยิ่งขึ้น สำหรับแผงมิดฟิลด์ 3 ตัวของ “หงส์แดง” นั้น เคอร์ติส โจนส์ จะได้ทำหน้าที่เล่นเกมบุกมากกว่าคนอื่น ในขณะที่ ไวจ์นัลดุม ก็เล่นเกมรุกเช่นกัน แต่เขามีสัญชาตญาณในการเปิดเกมบุกที่สุดยอด ซึ่งแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในช่วงครึ่งหลัง พร้อมกับยิงประตูได้อย่างสุดยอดให้ทีมด้วย ตอนนี้ต้องยอมรับว่า ไวจ์นัลดุม เป็นนักเตะที่สำคัญกับระบบของ คล็อปป์ อย่างมาก และเขาถูกจับลงสนามอย่างต่อเนื่อง โดยมีแค่ โรเบิร์ตสัน เท่านั้นที่ลงเล่นมากกว่าในฤดูกาลนี้ ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ ดาวเตะเลือดดัตช์ จะได้รับการชื่นชอบว่าเป็นเครื่องจักรจอมพลังของทีม ดังนั้นเรื่องการต่อสัญญาฉบับใหม่ บอร์ดบริหารน่าจะรู้แล้วว่า ไวจ์นัลดุม มีความสำคัญกับทีมมากแค่ไหน และควรประเคนค่าเหนื่อยที่สมน้ำสมเนื้อกับนักเตะชั้นยอดแบบนี้ ดีกว่าจะเสียไปให้กับทีมอื่น
  2. ฟาบินโญ่-มาติป คู่เซนเตอร์แบ็กชั้นดี
    เคลเลเฮอร์ อาจจะทำผลงานได้อย่างโดดเด่นจนหลายคนชื่นชอบก็ตาม แต่จริงๆ แล้วส่วนหนึง่ที่ทำให้เขาโชว์ฟอร์มได้ยอดเยี่ยมก็คือคู่เซนเตอร์แบ็กจอมปิดทองหลังพระอย่าง โฌแอล มาติป และ ฟาบินโญ่ ที่คอยเป็นปราการด่านแรกในการรับมือกับเกมบุกของ วูล์ฟส์ มาติป ต้องบอกว่ารับผิดชอบเกมรับได้เยี่ยมมากๆ ทำให้แนวรุกของ “หมาป่า” ไม่สามารถเข้ามาปั่นป่วนบริเวณในกรอบเขตโทษได้เลย และยังเล่นลูกโด่งได้ดีเยี่ยม แถมยังจัดการโหม่งประตูที่สามให้ทีมด้วย ขณะที่ ฟาบินโญ่ รับบทบาทกองหลังได้แข็งแกร่ง และเคลียร์บอลได้อย่างเด็ดขาด
    “หงส์แดง” เสีย 6 ประตูจาก 10 เกมนับตั้งแต่ที่ เฟอร์จิน ฟาน ไดค์ ได้รับบาดเจ็บ ซึ่งต้องบอกว่าเป็นสถิติที่น่าประทับใจในช่วงเวลานี้ เพราะอย่างลืม ฟาบินโญ่ เป็นเซนเตอร์แบ็กจำเป็น แต่จับคู่กับ มาติป ได้อย่างลงตัว ดังนั้นสาวก “เดอะ ค็อป” ต้องภาวนาอย่างให้ทั้งคู่บาดเจ็บ ไม่งั้นทีมเสียสมดุลแน่ๆ สำหรับ เนโก วิลเลี่ยมส์ อาจจะถูกตำหนิไปบ้างจากการเล่นโฉ่งฉ่างจนเป็นเหตุให้ทำฟาวล์คู่แข่งตั้งแต่ต้นเกมและโดนใบเหลือง แต่หลังจากนั้นนักเตะกลับมาเล่นอย่างมีสมาธิ และทำหน้าที่ดีในการเล่นเกมรับโดยเฉพาะในการสู้กับ อดาม่า ตราโอเร่ ส่วนเกมรุกก็เป็นเครื่องหมายการค้าของเขาอยู่แล้ว
  3. “เจ้าหนูเทรนต์” กลับมาแล้ว
    หลังจากต้องใช้เวลาเกือบเดือนในการรักษาอาการบาดเจ็บ ตอนนี้ ลิเวอร์พูล ได้ เทรนต์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ที่ฟิตสมบูรณ์กลับคืนสู่สังเวียนแข้งอีกครั้ง และคงทำให้เกมบุกทางริมเส้นฝั่งขวาคงจะมีมิติ และอันตรายมากว่าเดิมอีกหลายเท่า ต้องยอมรับว่า เนโก วิลเลี่ยมส์ ทำผลงานได้ดีในการแทนที่ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ในช่วงที่พักพื้นร่างกาย แต่ในเรื่องการเล่นเกมบุก ดาวเตะชาวเวลส์ ยังต้องพัฒนาอีกเยอะ ฉะนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่เขาจะต้องกลับไปนั่งในซุ้มม้านั่งสำรองเมื่อ “เทรนต์” กลับมาฟิตสมบูรณ์ ในช่วงท้ายครึ่งหลัง คล็อปป์ ตัดสินใจส่ง อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ ลงมาเคาะสนิมออกจากหน้าแข้ง เพื่อให้พร้อมสำหรับเกมต่อๆ ไป แต่เขาทำได้ดียิ่งกว่านั้น เมื่อแสดงให้เห็นถึงความแม่นยำในการเปิดบอลจากริมเส้นได้กลับคืนมาอีกครั้งแล้ว โดยเฉพาะจังหวะที่เปิดเข้าไปในกรอบเขตโทษ และ ซาดิโอ มาเน่ เข้าชาร์จก่อนที่บอลจะโดน เนลสัน เซเมโด้ เข้าประตูตัวเอง นอกจาก เทรนต์ ที่หายเจ็บแล้ว นาบี เกอิต้า ก็กลับมาฟิตสมบูรณ์อีกครั้ง ขณะที่ ติอาโก้ อัลกันตาร่า และ อเล็กซ์ อ็อดซ์เลด-แชมเบอร์เลน ก็น่าจะใกล้กลับมาช่วยทีมได้ในเร็วๆ นี้ ซึ่งหากผู้เล่นทุกคนกลับมาครบ บอกเลยว่าขุมกำลังเชิงลึกของ “หงส์แดง” น่ากลัวเกินจะบรรยายจริงๆ
  4. ค่ำคืนแสนวิเศษที่แอนฟิลด์ พร้อมสถิติไร้พ่ายในบ้าน
    หลังจากที่รัฐบาลอนุญาตให้แฟนบอลกลับเข้ามาชมเกมในสนามได้ ลิเวอร์พูล ถูกจัดให้อยู่ในพื้นที่ระดับ 2 จึงได้สิทธิ์ให้สาวก “เดอะ ค็อป” กลับเข้ามาในอัฒจันทร์ได้จำนวน 2,000 คน ซึ่งเป็นครั้งแรกที่พวกเขาได้เห็นทีมแชมป์ลีกเล่นกับตานับตั้งแต่ทีได้แชมป์ลีกที่รอคอยมานาน 30 ปี แม้ว่าจำนวนกองเชียร์จะมีแค่ 2,000 คนเท่านั้น แต่บรรยากาศใน แอนฟิลด์ เริ่มกลับมามีกลิ่นอายแห่งมนต์ขลัง โดยเฉพาะการได้ยินเสียงแฟนบอลตะโกนเรียกชื่อนักเตะลั่นสนาม รวมไปถึงเสียงเพลงที่สุดคลาสสิคอย่าง “ยู วิลล์ เนเวอร์ วอล์ค อะโลน” (You ll Never Walk Alone) ที่ดังแบบสดๆ ไม่ได้เปิดแผ่นเสียง !!
    แน่นอนว่าตอนนี้สิ่งที่ ดีโอโก้ โชต้า อยากสัมผัสมากๆ นับตั้งแต่ย้ายมาอยู่กับ “หงส์แดง” ก็คือการได้เห็นแฟนบอลของพวกเขาตะโกนเชียร์สุดหัวใจ แม้ตอนนี้อาจจะเป็นแค่เศษเสี้ยวจากจำนวนหลายหมื่นคน แต่มันเป็นจุดเริ่มต้นที่ดี และเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าในอนาคต เหล่าสาวก “เดอะ ค็อป” จะกลับมาเต็มสนามอีกครั้ง นอกจากนี้สิ่งที่ทำให้แฟนบอลแฮปปี้สุดๆ ก็คือการที่พวกเขาได้สัมผัสกับบรรยากาศฟุตบอลแบบสดๆ เหมือนที่เคยเป็นมา พร้อมกับการที่ทีมรักเก็บชัยชนะใน แอนฟิลด์ อย่างต่อเนื่อง ด้วยสถิติชนะ 6 นัดในรวดในบ้านของฤดูกาลนี้ พร้อมสร้างสถิติไร้พ่ายในบ้านยาวนานกับการเล่นเกมลีกเป็นแมตช์ที่ 65 เข้าไปแล้ว อีกผลงานในรังซีซั่นยัง